Saturday, 10 October 2015

อพยพ บทเรียน 18: "การประกาศใช้ธรรมบัญญัติ" (อพยพ 24:1-8)

ตกผลึกความจริงจากพระธรรมอพยพ บทเรียน 18:

"การประกาศใช้ธรรมบัญญัติ"
(อพยพ 24:1-8)

ศึกษาเป้าหมายของพระเจ้าในการให้ธรรมบัญญัติแก่เรา โดยพิจารณาจากส่วนประกอบของพิธี​รับ​พันธสัญญา ในอพยพบทที่ 24

1 พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า "เจ้า​กับ​อา​โรน นา​ดับ​กับ​อา​บีฮู และ​พวก​ผู้​ใหญ่​ของ​อิส​รา​เอล 70 คน จง​ขึ้น​มา​เข้า​เฝ้า​พระ​ยาห์​เวห์ แล้ว​นมัส​การ​อยู่​แต่​ไกล
2 ให้​เฉพาะ​โมเสส​ผู้​เดียว​เข้า​มา​ใกล้​พระ​ยาห์​เวห์ ส่วน​คน​อื่นๆ อย่า​ให้​เข้า​มา​ใกล้​และ​อย่า​ให้​ประชา​ชน​ขึ้น​มา​กับ​โมเสส​เลย"
3 โมเสส​จึง​นำ​พระ​วจนะ​ทั้ง​สิ้น​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​และ​กฎ​หมาย​ทั้ง​สิ้น​มา​ชี้​แจง​ให้​ประชา​ชน​ทราบ ประชา​ชน​ทั้ง​หมด​ก็​ตอบ​เป็น​เสียง​เดียว​กัน​ว่า "พระ​วจนะ​ทั้ง​สิ้น​ซึ่ง​พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ไว้​นั้น เรา​จะ​ทำ​ตาม"
4 โมเสส​จึง​จารึก​พระ​วจนะ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ไว้​ทุก​คำ แล้ว​ลุก​ขึ้น​แต่​เช้า สร้าง​แท่น​บูชา​ขึ้น​ที่​เชิง​ภูเขา และ​ตั้ง​เสา​หิน​ขึ้น​สิบ​สอง​ต้น​ตาม​จำ​นวน​สิบ​สอง​เผ่า​ของ​อิส​รา​เอล
5 ท่าน​ใช้​ให้​พวก​คน​หนุ่มๆ ของ​อิส​รา​เอล​ถวาย​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว​และ​ถวาย​โค​เป็น​เครื่อง​ศานติ​บูชา​แด่​พระ​ยาห์​เวห์
6 แล้ว​โมเสส​เอา​เลือด​โค​ครึ่ง​หนึ่ง​ใส่​ไว้​ใน​อ่าง อีก​ครึ่ง​หนึ่ง​ก็​ประ​พรม​ที่​แท่น​บูชา​นั้น
7 ท่าน​เอา​หนัง​สือ​พันธ​สัญญา​มา​อ่าน​ให้​ประชา​ชน​ฟัง พวก​เขา​กล่าว​ว่า "ทุก​คำ​ที่​พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​นั้น เรา​จะ​ทำ​ตาม และ​เรา​จะ​เชื่อ​ฟัง"
8 โมเสส​ก็​เอา​เลือด​ประ​พรม​ประชา​ชน​และ​กล่าว​ว่า "นี่​เป็น​โลหิต​แห่ง​พันธ​สัญญา ซึ่ง​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ทำ​กับ​พวก​ท่าน​ตาม​พระ​วจนะ​ทั้ง​สิ้น​เหล่า​นี้"
(อพยพ 24:1-8)

หลายคนอ่านพระธรรมอพยพแล้ว คงจะรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรก เพราะเป็นเรื่องราวของการช่วยกู้ของพระเจ้าสำหรับชาวอิสราเอลจากอียิปต์ แต่พอถึงกลางๆ เล่ม ก็เริ่มรู้สึกเบื่อเพราะเต็มไปด้วยกฎข้อบังคับต่างๆ และรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราเท่าไหร่ ผมก็เป็นเช่นนั้นครับ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าเราไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของพระเจ้า ที่ให้โมเสสบันทึกพระธรรมอพยพขึ้นมา และไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติต่างๆ ที่พระเจ้าให้โมเสสบันทึกเอาไว้

 

ภาพรวมของพระธรรมอพยพ

พระธรรมอพยพเป็นเหมือนหนังสือภาพ แสดงให้เราได้เห็นถึงประสบการณ์ชีวิตของผู้เชื่อหลังจากได้รับความหลุดพ้น (หรือความรอด) ผ่านทางการเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว ความหลุดพ้นไม่ได้จบอยู่แค่เมื่อเราเชื่อแล้วเท่านั้น แต่เป็นประสบการณ์ที่ดำเนินต่อไปทุกๆ วันตลอดทั้งชีวิต

ภาพของพระธรรมอพยพ เริ่มต้นที่การไถ่ของพระเจ้า และจบลงที่พลับพลาของพระเจ้า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพระเจ้า พระธรรมอพยพสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้เชื่อทุกคน โดยเริ่มต้นที่การไถ่ของพระเจ้าจากอำนาจของซาตาน (ฟาโรต์) และโลกที่ปกครองโดยซาตาน (อียิปต์) ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราด้วยการที่พระเจ้าประหารตัวเก่าของเราและให้ชีวิตใหม่แก่เรา (การข้ามทะเลแดง ซึ่งเป็นภาพของประสบการณ์ของบัพติศมา) หลังจากนั้นพระองค์นำเราไปสู่สามัคคีธรรมกับพระองค์ (ถิ่นทุรกันดาร) และช่วยให้เราสู้รบกับเนื้อหนังของเรา (อามาเลค) แล้วในที่สุด ชีวิตของเราก็จะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของพระเจ้า ซึ่งเป็นที่ที่เราจะอาศัยอยู่กับพระองค์ และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตลอดไป (พลับพลา)

 

วัตถุประสงค์ของธรรมบัญญัติ

ก่อนที่จะมาถึงกฎข้อบังคับเกี่ยวกับพลับพลา พระเจ้าได้ให้บทบัญญัติแก่โมเสส ที่สำคัญที่สุดก็คงจะเป็นบัญญัติสิบประการ (อพยพ 20)

ทำไมพระเจ้าถึงให้บทบัญญัติแก่ประชากรของพระองค์? พระองค์ต้องการชี้แจงว่าประชากรของพระองค์ต้องทำอะไร และห้ามทำอะไรเท่านั้นหรือ? เราในฐานะผู้เชื่อต้องศึกษาทุกตัวอักษร เพื่อจะได้ทำตามบทบัญญัติทุกอย่างให้ครบถ้วนอย่างนั้นหรือ?

แน่นอน พระบัญญัติของพระเจ้านั้นดีเยี่ยมยอด และการเชือฟังก็นำมาซึ่งพระพร แต่วัตถุประสงค์หลักของธรรมบัญญัติ ไม่ใช่เพื่อให้เราพยายามปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนด้วยตัวเอง เพราะเราคงทำไม่ได้แน่นอน และพระเจ้าก็คงไม่ใจร้ายที่จะให้เราทำสิ่งที่เราทำไม่ได้

วัตถุประสงค์ของธรรมบัญญัติต่างๆ ก็คือ

1.     เพื่อให้เราได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้น ธรรมบัญญัติแสดงให้เราเห็นถึงบุคลิกลักษณะของพระเจ้าผู้เขียนธรรมบัญญัติขึ้นมา เมื่อเราอ่าน เราก็จะได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้น และได้เห็นว่าพระองค์มีลักษณะอย่างไร เช่น พระเจ้าของเราบริสุทธิ์ ชอบธรรม เปี่ยมด้วยความรัก หวงแหน สัตย์ซื่อ ฯลฯ ที่น่าสนใจคือพระเจ้าเรียกแผ่นหินที่บันทึกบัญญัติสิบประการว่าเป็น "tablets/tables of the testimony" (อพยพ 31:18) ซึ่งก็คือ พระศิลาแห่ง "การสำแดง" หรือ "คำพยาน" ดังนั้นพระบัญญัติจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้น

2.     เพื่อให้เราเห็นถึงความบกพร่องของเราเอง และหันมาพึ่งพาพระเยซู ธรรมบัญญัติเปิดโปงความชั่วร้ายของจิตใจของเรา ทำให้เรารู้ตัวว่าบกพร่องในทุกๆ ด้าน และในที่สุด ธรรมบัญญัติก็จะนำเราให้พึ่งพาพระคุณความรักของพระเยซู

"เพราะ​ฉะนั้น​ธรรม​บัญ​ญัติ​จึง​เป็น​ผู้​ควบ​คุม​ (หรือครู) ของ​เรา จน​พระ​คริสต์​เสด็จ​มา เพื่อ​เรา​จะ​ถูก​ชำระ​ให้​ชอบ​ธรรม​โดย​ความ​เชื่อ" (กาลาเทีย 3:24)

นอกจากนี้ ถ้าเราจะพยายามทำตามธรรมบัญญัติทั้งสิ้น แต่พลาดหัวใจของธรรมบัญญัติไป ก็คงจะเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรง พระเยซูได้บอกหัวใจของธรรมบัญญัติไว้ คือ

29 พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ตอบ​คน​นั้น​ว่า "พระ​บัญ​ญัติ​อัน​ดับ​แรก​คือ โอ ชน​อิส​รา​เอล จง​ฟัง​เถิด องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ​ของ​เรา​เป็น​พระ​เจ้า​องค์​เดียว
30 พวก​ท่าน​จง​รัก​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ผู้​เป็น​พระ​เจ้า​ด้วย​สุด​ใจ​ของ​ท่าน ด้วย​สุด​จิต​ของ​ท่าน ด้วย​สุด​ความ​คิด​ของ​ท่านและ​ด้วย​สุด​กำ​ลัง​ของ​ท่าน
31 ส่วน​พระ​บัญ​ญัติ​ที่​สำคัญ​อัน​ดับ​สอง​คือ จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง ไม่​มี​พระ​บัญ​ญัติ​อื่น​ใด​ที่​สำ​คัญ​ยิ่ง​กว่า​พระ​บัญ​ญัติ​เหล่า​นี้"
(มาระโก 12:29-31)

 

การประกาศใช้ธรรมบัญญัติ

4 โมเสส​จึง​จารึก​พระ​วจนะ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ไว้​ทุก​คำ แล้ว​ลุก​ขึ้น​แต่​เช้า สร้าง​แท่น​บูชา​ขึ้น​ที่​เชิง​ภูเขา และ​ตั้ง​เสา​หิน​ขึ้น​สิบ​สอง​ต้น​ตาม​จำ​นวน​สิบ​สอง​เผ่า​ของ​อิส​รา​เอล
5 ท่าน​ใช้​ให้​พวก​คน​หนุ่มๆ ของ​อิส​รา​เอล​ถวาย​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว​และ​ถวาย​โค​เป็น​เครื่อง​ศานติ​บูชา​แด่​พระ​ยาห์​เวห์
6 แล้ว​โมเสส​เอา​เลือด​โค​ครึ่ง​หนึ่ง​ใส่​ไว้​ใน​อ่าง อีก​ครึ่ง​หนึ่ง​ก็​ประ​พรม​ที่​แท่น​บูชา​นั้น
7 ท่าน​เอา​หนัง​สือ​พันธ​สัญญา​มา​อ่าน​ให้​ประชา​ชน​ฟัง พวก​เขา​กล่าว​ว่า "ทุก​คำ​ที่​พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​นั้น เรา​จะ​ทำ​ตาม และ​เรา​จะ​เชื่อ​ฟัง"
8 โมเสส​ก็​เอา​เลือด​ประ​พรม​ประชา​ชน​และ​กล่าว​ว่า "นี่​เป็น​โลหิต​แห่ง​พันธ​สัญญา ซึ่ง​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ทำ​กับ​พวก​ท่าน​ตาม​พระ​วจนะ​ทั้ง​สิ้น​เหล่า​นี้"
(อพยพ 24:4-8)

ในอพยพ 24 พระเจ้ากำหนดพิธีหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ "พิธีรับพันธสัญญา" ซึ่งเป็นเหมือนการประกาศใช้ธรรมบัญญัติอย่างเป็นทางการ พระเจ้าสั่งให้อาโรน นาดับ อาบีฮู และผู้ใหญ่ 70 คนไปเข้าเฝ้าพระองค์และนมัสการพระองค์ด้วย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพิธีนี้

ที่น่าสังเกต คือ หลังจากผ่านการประกาศใช้แล้ว พระคัมภีร์เรียกหนังสือที่บันทึกพระคำของพระเจ้า ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมบัญญัติว่า "หนัง​สือ​พันธ​สัญญา" พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งพันธสัญญา พระคำของพระองค์เป็นพันธสัญญาระหว่างพระองค์กับเรา และเราก็เชื่อวางใจในพระสัญญาต่างๆ ได้ เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าที่เราทำสัญญาด้วยนั้นสัตย์ซื่อ

ในพิธีนี้ มีองค์ประกอบสำคัญที่เราควรเห็นและเข้าใจ ได้แก่ แท่นบูชา (พร้อมด้วยเครื่องบูชา และโลหิต) และเสาหิน

แท่นบูชา เครื่องบูชา และโลหิต

เมื่อมีการประกาศใช้ธรรมบัญญัติ แท่นบูชา เครื่องบูชา และโลหิตเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบพิธี และทั้งสามสิ่งนี้ชี้ให้เราเห็นถึงหัวใจของธรรมบัญญัติ นั่นคือการตายบนไม้กางเขนของพระเยซู เพื่อที่นำความหลุดพ้นมาสู่มนุษย์โลกทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์

แท่นบูชาเป็นสัญลักษณ์ของกางเขน เครื่องบูชาเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซูคริสต์ และโลหิตเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตอันล้ำค่าของพระเยซูที่หลั่งออกเพื่อชำระล้างเราให้ขาวสะอาด

พระธรรมฮีบรูได้กล่าวยืนยันชัดเจน

10 เรา​มี​แท่น​บูชา​แท่น​หนึ่ง และ​คน​ที่​ปรน​นิบัติ​ใน​พลับ​พลา​นั้น​ไม่​มี​สิทธิ์​รับ​ประ​ทาน​ของ​จาก​แท่น​นั้น
11 เพราะ​ร่าง​ของ​สัตว์​เหล่า​นั้น​ที่​มหา​ปุโร​หิต​ได้​เอา​เลือด​เข้า​ไป​ใน​สถาน​ศักดิ์​สิทธิ์ เพื่อ​เป็น​เครื่อง​บูชา​ลบ​บาป​นั้น เขา​เอา​ไป​เผา​เสีย​นอก​ค่าย
12 เพราะ​ฉะนั้น พระ​เยซู​จึง​ได้​ทรง​ทนทุกข์​ภาย​นอก​ประตู​นคร​เช่น​เดียว​กัน เพื่อ​ทรง​ชำระ​ประ​ชา​ชน​ให้​บริ​สุทธิ์​ด้วย​พระ​โลหิต​ของ​พระ​องค์​เอง
(ฮีบรู 13:10-12)

ดังนั้น ทุกครั้งที่เราอ่านธรรมบัญญัติ ขอให้เรามองดูที่แท่นบูชานั้นและนึกถึงแท่นบูชาที่ใช้ในการถวายพระเยซูผู้เป็นเครื่องบูชาอันสมบูรณ์แบบ นั่นคือ ไม้กางเขนของพระคริสต์

เมื่อเราได้นึกถึงกางเขนแล้ว ก็ขอให้เรามองเห็นพระเยซูผู้ซึ่งมอบหมดทั้งชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา ที่กางเขนนั้นเราได้รับการไถ่ ที่กางเขนนั้นเราถูกตรึงตายร่วมกับพระองค์ และที่กางเขนนั้นเราได้รับชีวิตใหม่ร่วมกับพระองค์ นี่คือหัวใจของธรรมบัญญัติ และพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทำไว้กับเรา

เสาหิน

หลังจากสร้างแท่นบูชาแล้ว โมเสสก็สร้างเสาหินขึ้นมาสิบสองต้น ตามจำนวนเผ่าของอิสราเอล

ความหมายของเสาหินคืออะไร? ในสมัยซาโลมอน ได้มีการสร้างเสาขึ้นมาเช่นกัน

ท่าน​ตั้ง​เสา​ไว้​ที่​เฉลียง​พระ​วิหาร ท่าน​ตั้ง​เสา​ข้าง​ขวา​ไว้ และ​เรียก​ชื่อ​ว่า​ยา​คีน และ​ท่าน​ตั้ง​เสา​ข้าง​ซ้าย​ไว้ เรียก​ชื่อ​ว่า​โบ​อัส
(1 พงศ์กษัตริย์ 7:21)

ยาคีน แปลว่า "พระองค์สถาปนาให้มั่นคง" และโบอัส แปลว่า "พระกำลังในพระองค์" เสาทั้งสองต้นเป็นพยานยืนยันถึงพระลักษณะของพระเจ้า

เสาหินในพิธีรับพันธสัญญาก็เช่นเดียวกัน มันเป็นพยานที่สำแดงพระเจ้าแก่ผู้ที่พบเห็น ดังนั้นความหมายของเสาหินสำหรับเรา คือ หลักสำคัญของธรรมบัญญัติไม่ใช่การที่เราจะพยายามเคร่งครัดทำตามทุกประการด้วยกำลังของเราเอง แต่เป็นการที่เราจะตระหนักว่า หน้าที่ของเราคือเป็นเสาหินนั้น ที่สะท้อนให้ชาวโลกได้เห็นพระเจ้า และวิธีเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือ การยอมให้พระเจ้านำเราผ่านกระบวนการไถ่ กระบวนการประหารชีวิตเก่า และกระบวนการสร้างชีวิตใหม่ของพระคริสต์ในชีวิตของเรา ดังนี้แหละ เมื่อโลกเห็นเรา เขาก็จะได้เห็นว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร 

ขอให้เรากล่าวพร้อมกับเปาโลในกาลาเทีย 2:20 ว่า

ข้าพ​เจ้า​เอง​ไม่​มี​ชีวิต​อยู่​ต่อ​ไป แต่​พระ​คริสต์​ต่าง​หาก​ที่​ทรง​มี​ชีวิต​อยู่​ใน​ข้าพ​เจ้า ชีวิต​ซึ่ง​ข้าพ​เจ้า​ดำ​เนิน​อยู่​ใน​ร่าง​กาย​ขณะ​นี้ ข้าพ​เจ้า​ดำ​เนิน​อยู่​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ได้​ทรง​รัก​ข้าพ​เจ้า และ​ได้​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​เพื่อ​ข้าพ​เจ้า
(กาลาเทีย 2:20)

 

เขียนและเรียบเรียงโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

โครงร่างเนื้อหา ประยุกต์จากหนังสือของ Living Stream Ministry

  • The holy word for morning revival: crystallization-study of Exodus, week 18: Christ as the Slave of God and the believers as slaves of God and Christ Jesus in the church life.
  • Life study of Exodus, message 76-77.

 

หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับมาตรฐาน ปี 2011 (THSV11) ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น

Sunday, 4 October 2015

อพยพ บทเรียน 17: "กฎข้อบังคับเกี่ยวกับทาส"


ตกผลึกความจริงจากพระธรรมอพยพ บทเรียน 17:

"กฎข้อบังคับเกี่ยวกับทาส"
(อพยพ 21:1-6)

ศึกษากฎข้อบังคับเกี่ยวกับทาส ซึ่งเล็งถึงพระคริสต์ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า และผู้เชื่อในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าและของพระเยซูคริสต์ในชีวิตคริสตจักร

1 ต่อ​ไป​นี้​เป็น​กฎ​หมาย​ซึ่ง​เจ้า​ต้อง​ประ​กาศ​ให้​เขา​ทั้ง​หลาย​ทราบ​ไว้
2 ถ้า​เจ้า​ซื้อ​คน​ฮีบรู​ไว้​เป็น​ทาส เขา​จะ​ปรน​นิบัติ​เจ้า​หก​ปี แต่​ปี​ที่​เจ็ด​เขา​จะ​ได้​เป็น​อิสระ​โดย​ไม่​ต้อง​เสีย​ค่า​ไถ่
3 หาก​เขา​มา​คน​เดียว จง​ปล่อย​เขา​ไป​คน​เดียว หาก​เขา​มากับ​ภรรยา ต้อง​ปล่อย​ภรรยา​ของ​เขา​ไป​ด้วย
4 หาก​นาย​หา​ภรรยา​ให้​เขา และ​ภรรยา​นั้น​คลอด​บุตร​ชาย​หรือ​บุตร​หญิง​ให้​เขา ภรรยา​กับ​บุตร​เหล่า​นั้น​จะ​เป็น​คน​ของ​นาย เขา​จะ​เป็น​อิสระ​ได้​แต่​ตัว
5 ถ้า​ทาส​นั้น​มา​พูด​อย่าง​ชัด​เจน​ว่า "ข้า​รัก​นาย​และ​ลูก​เมีย​ของ​ข้า ข้า​ไม่​อยาก​เป็น​อิสระ"
6 ให้​นาย​พา​ทาส​นั้น​ไป​เข้า​เฝ้า​พระ​เจ้าพา​เขา​ไป​ที่​ประตู​หรือ​วง​กบ​ประตู แล้ว​ให้​นาย​เจาะ​หู​เขา​ด้วย​เหล็ก​หมาด เขา​ก็​จะ​อยู่​ปรน​นิบัติ​นาย​ตลอด​ไป
(อพยพ 21:1-6)
 
อพยพบทที่ 20 พระเจ้าได้ให้บัญญัติสิบประการแก่เรา และต่อด้วยกฎข้อบังคับเกี่ยวกับแท่นบูชา มาถึงบทนี้ บทที่ 21 กฎข้อบังคับแรกที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือ เรื่องทาส
ทำไมเรื่องทาสจึงสำคัญนัก? พระเจ้าสนับสนุนระบบทาสหรือ?
ไม่ มีตอนใดเลยในพระคัมภีร์ที่กล่าวประณามระบบทาส แต่เน้นย้ำถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องระหว่างเจ้านายและทาส และในพันธสัญญาใหม่ อัครทูตเปาโลเน้นความสำคัญของความเท่าเทียมกันของผู้เชื่อทุกคนในสังคม ที่ชัดเจนที่สุด คือ จดหมายฟีเลโมน
พระธรรมฟีเลโมน เป็นจดหมายที่เปาโลเขียนถึงฟีเลโมนเกี่ยวกับทาสของเขาที่ชื่อโอเนสิมัส ผู้ซึ่งหนีไปจากนายของเขา แล้วได้มาต้อนรับพระคริสต์หลังจากได้พบกับเปาโลในคุก ต่อมาเปาโลส่งโอเนสิมัสให้กลับไปหาฟีเลโมนนายของเขา พร้อมทั้งเขียนจดหมายกำชับกับฟีเลโมนให้ต้อนรับโอเนสิมัสในฐานะใหม่ในพระคริสต์ นั่นคือ ฐานะ "พี่น้องที่รัก"

เขา​ไม่​ได้​เป็น​ทาส​อีก​ต่อ​ไป แต่​ดี​ยิ่ง​กว่า​ทาส คือ​เป็น​พี่​น้อง​ที่​รัก โดย​เฉพาะ​อย่าง​ยิ่ง​สำ​หรับ​ข้าพ​เจ้า และ​สำ​หรับ​ท่าน​เขา​เป็น​มาก​ยิ่ง​กว่า​นั้น​อีก ทั้ง​ใน​ฐานะ​ที่​เขา​เป็น​อยู่​ใน​สัง​คม​และ​ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​คน​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า
(ฟีเลโมน 16)

เหตุผล ที่เรื่องทาสสำคัญมาก จนกระทั่งกฎข้อบังคับเกี่ยวกับเรืองนี้ได้รับการบันทึกไว้เป็นอันดับต้นๆ เพราะทาสเป็นสิ่งที่เล็งถึงทาสหรือผู้รับใช้ของพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบเพียง ผู้เดียวในประวัติศาสตร์มนุษย์ นั่นคือพระเยซูคริสต์นั่นเอง และเราในฐานะผู้เชื่อ จะต้องเป็นทาสของพระเจ้าและของพระเยซูคริสต์ตามแบบอย่างของพระองค์ ดังนั้นขอให้เรามาเรียนรู้ด้วยกันถึงแบบอย่างชีวิตของผู้รับใช้ที่สมบูร์แบบของเรา

พระคริสต์ คือ ผู้รับใช้ของพระเจ้า

คงจะไม่มีพระกิตติคุณเล่มใดเลยที่บรรยายภาพของพระเยซูในฐานะของผู้รับใช้ได้ชัดเจนเท่ากับพระธรรมมาระโก ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งกับพระเยซูในฐานะกษัตริย์ที่ปรากฎชัดในพระธรรมมัทธิว หัวใจของพระธรรมมาระโกก็คือข้อนี้

เพราะ​ว่า​บุตร​มนุษย์​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​รับ​การ​ปรน​นิบัติ แต่​มา​เพื่อ​จะ​ปรน​นิบัติ​คน​อื่น และ​ให้​ชีวิต​ของ​ท่าน​เป็น​ค่า​ไถ่​คน​จำ​นวน​มาก
(มาระโก 10:45)

คริสเตียน มากมาย (รวมถึงตัวผมเอง) ชอบพระธรรมยอห์น เพราะทำให้เราเห็นภาพของพระเยซูในฐานะพระบุตรของพระเจ้าอย่างชัดเจน แต่คงจะมีผู้เชื่อน้อยคนมากที่จะให้พระธรรมมาระโกเป็นเล่มโปรด สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่คงจะไม่ชอบที่จะเห็นพระเยซูในฐานะของคน รับใช้นัก แต่นั่นคือมุมหนึ่งของพระเยซูที่ปรากฏชัดในพระคัมภีร์ อีกทั้งได้มีการทำนายไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนหลายร้อยปีก่อนพระเยซูมาบังเกิด เสียอีก โดยเฉพาะในพระธรรมอิสยาห์ 42 และ 53 ที่ได้วาดภาพของพระเมสสิยาห์ (ผู้ที่พระเจ้าได้เจิมไว้ หรือพระคริสต์) ที่มาในฐานะผู้รับใช้ที่ต้อยต่ำและต้องเผชิญความทุกข์ยากมากมาย

ดูสิ ผู้​รับ​ใช้​ของ​เรา ผู้​ซึ่ง​เรา​เชิด​ชู ผู้​เลือก​สรร​ของ​เรา ผู้​ซึ่ง​ใจ​เรา​ปีติ​ยินดี เรา​เอา​วิญ​ญาณ​ของ​เรา​ใส่​ไว้​บน​ท่าน ท่าน​จะ​ส่ง​ความ​ยุติ​ธรรม​ออก​ไป​ยัง​บรรดา​ประ​ชา​ชาติ
(อิสยาห์ 42:1)

1 ใคร​เล่า​จะ​เชื่อ​สิ่ง​ที่​เรา​ป่าว​ประ​กาศ?
พระ​กร​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ทรง​สำ​แดง​แก่​ผู้​ใด?
2 เพราะ​ท่าน​เจริญ​ขึ้น​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​องค์​อย่าง​ต้น​อ่อน
และ​เหมือน​ราก​ที่​แตก​หน่อ​มา​จาก​พื้น​ดิน​แห้ง​แล้ง
ท่าน​ไม่​มี​ความ​งาม​หรือ​ความ​สง่า​ที่​จะ​ให้​พวก​เรา​มอง​ดู
และ​ไม่​มี​รูป​ลักษณ์​ซึ่ง​จะ​ให้​เรา​พึง​ปรารถ​นา
3 ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง
เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก3
และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี
ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน
4 แน่​ที​เดียว​ท่าน​แบก​ความ​เจ็บ​ไข้​ของ​พวก​เรา
และ​หอบ​ความ​เจ็บ​ปวด​ของ​เรา​ไป
กระ​นั้น​พวก​เรา​ยัง​คิด​ว่า​ที่​ท่าน​ถูก​ตี
คือ​ถูก​พระ​เจ้า​ทรง​โบย​ตี​และ​ข่ม​ใจ
(อิสยาห์ 53:1-4)

พระเยซูไม่ได้สอนมากมายนักถึงเคล็ดลับของการเป็นผู้รับใช้ พระองค์ไม่ได้บอกขั้นตอนว่าจะทำอะไรบ้าง แต่พระองค์แสดงให้เห็นชัดเจนด้วยชีวิตแห่งการรับใช้ที่แท้จริงของพระองค์เอง

ในชีวิตของพระเยซู เราเห็นถึง 3 แง่มุมของการเป็นผู้รับใช้ที่เราควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม

1. จิตวิญญาณของผู้รับใช้

แน่นอน ทาสที่ดี ย่อมมีชีวิตที่เสียสละ และก็คงจะไม่มีใครที่เสียสละได้อย่างแท้จริงได้เหมือนพระเยซูอีกแล้ว พระองค์เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุด (ยอห์น 1:1) แต่เพื่อให้แผนการแห่งการคืนดีของพระเจ้าสำเร็จ นั่นคือให้มนุษย์ในฐานะคนบาป ได้กลับมามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง พระคริสต์ได้ "สละพระองค์เอง" และ "ถ่อมตัวลง" ยอมตายที่กางเขน ชดใช้บาปแทนมนุษย์ 

5 จง​มี​จิต​ใจ​เช่น​นี้​ใน​พวก​ท่าน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์
6 ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ​เจ้า ไม่​ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ทัด​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้
7 แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำ​เนิด​เป็น​มนุษย์ และ​ทรง​ปรา​กฏ​อยู่​ใน​สภาพ​มนุษย์
8 พระ​องค์​ทรง​ถ่อม​ตัว​ลง ทรง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จน​ถึง​ความ​มร​ณา กระ​ทั่ง​มร​ณา​บน​กาง​เขน
(ฟิลิปปี 2:5-8)

นี่แหละคือแบบอย่างของผู้ที่มีจิตวิญญาณของผู้รับใช้ที่แท้จริง

2. ความรักของผู้รับใช้

จากพระธรรมอพยพบทที่ 21 ทาสชาวฮีบรูที่ถูกซื้อไว้ จะมีสิทธิได้รับอิสรภาพในปีที่ 7 แต่ว่ามีทาสบางคนที่ไม่อยากได้รับอิสรภาพ ด้วยเหตุผลที่ปรากฏในข้อ 5

"ข้า​รัก​นาย​และ​ลูก​เมีย​ของ​ข้า ข้า​ไม่​อยาก​เป็น​อิสระ"
(อพยพ 21:5)

นี่แหละคือความรักของผู้รับใช้ เขาไม่อยากจากไปไหน ไม่อยากเป็นอิสระ เพราะว่าเขามีความรักที่ลึกซึ่งต่อเจ้านาย ต่อภรรยา และต่อลูก
พระคริสต์ก็เช่นกัน พระองค์เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของผู้รับใช้ พระองค์รักพระบิดา (ยอห์น 14:1) พระองค์รักคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายและภรรยาของพระองค์ (เอเฟซัส 5) และพระองค์ก็รักลูกของพระองค์ทุกคน อันได้แค่ทุกคนที่ต้อนรับพระองค์และเชื่อวางใจในพระองค์ (ยอห์น 1:12; กาลาเทีย 2:20) พระองค์จึงไม่จากพระบิดา ภรรยา และลูกของพระองค์ไปไหน แต่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่สัตย์ซื่อและเปี่ยมด้วยความรักแท้อย่างไม่มีผู้ใดเปรียบได้ตลอดไป

3. ความเชื่อฟังของผู้รับใช้

ให้​นาย​พา​ทาส​นั้น​ไป​เข้า​เฝ้า​พระ​เจ้าพา​เขา​ไป​ที่​ประตู​หรือ​วง​กบ​ประตู แล้ว​ให้​นาย​เจาะ​หู​เขา​ด้วย​เหล็ก​หมาด เขา​ก็​จะ​อยู่​ปรน​นิบัติ​นาย​ตลอด​ไป
(อพยพ 21:6)

เมื่อทาสผู้นั้นไม่อยากที่จะเป็นอิสระในปีที่ 7 แล้ว นายของเขาก็จะพาทาสคนนั้นไปที่ประตู แล้วเจาะหูด้วยเหล็กหมาด
การยืนที่ประตู เป็นภาพของการพร้อมปรนนิบัติเจ้านายเสมอ และการเจาะหู เป็นภาพของการรับฟังและเชื่อฟังเจ้านาย
ในชีวิตของพระเยซู เราเห็นได้ว่าพระองค์เชื่อฟังพระบิดาเสมอ พระองค์ไม่ทำอะไรเลยนอกจากจะได้รับคำสั่งจากพระบิดา และเมื่อได้รับคำสั่ง พระองค์ก็ทำได้สำเร็จอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พระองค์เชื่อฟังพระบิดาด้วยสุดจิตสุดใจจริงๆ
พระเยซูกล่าวว่า

แต่​เรา​ทำ​ตาม​ที่​พระ​บิดา​ทรง​บัญ​ชา​เรา เพื่อ​โลก​จะ​ได้​รู้​ว่า​เรา​รัก​พระ​บิดา ลุก​ขึ้น ให้​เรา​ไป​กัน​เถิด
(ยอห์น 14:31)


เพราะ​เรา​ไม่​ได้​กล่าว​ตาม​ใจ​เรา​เอง แต่​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​เป็น​ผู้​บัญ​ชา​เรา​ว่า​จะ​กล่าว​อะไร​หรือ​พูด​อะไร
(ยอห์น 12:49)

และเปาโลได้บรรยายถึงการเชื่อฟังของพระเยซูว่า


พระ​องค์​ทรง​ถ่อม​ตัว​ลง ทรง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จน​ถึง​ความ​มร​ณา กระ​ทั่ง​มร​ณา​บน​กาง​เขน
(ฟิลิปปี 2:8)

นี่แหละ แบบอย่างของผู้รับใช้ที่เชื่อฟังเจ้านาย แม้จะต้องตายก็ยังยอม

ผู้เชื่อ คือ ผู้รับใช้ของพระเจ้าและของพระเยซูคริสต์

แน่นอน เมื่อพระเยซูได้ซื้อเราแล้วด้วยราคาสูง นั่นคือด้วยหมดทั้งชีวิตของพระองค์เอง (1 โครินธ์ 6:19) เราจากที่เคยเป็นทาสของซาตาน ก็ได้กลายเป็นทาสหรือผู้รับใช้ของพระเจ้าและของพระเยซูคริสต์แล้ว (โรม 1:1; ฟิลิปปี 1:1; ทิตัส 1:1; ยากอบ 1;1) นี่ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ เพราะซาตานเป็นเจ้านายที่ร้ายกาจมาก แต่พระคริสต์เป็นเจ้านายที่น่ารักและเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างยิ่ง
ผมได้เรียนรู้จากบทเรียนนี้ ถึงความจริงที่ยากที่จะเข้าใจและดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง นั่นคือ อิสรภาพที่แท้จริง พบได้เมื่อเราได้เป็นทาสของพระคริสต์เท่านั้น เพราะเมื่อเราเป็นทาสของพระองค์ เราก็มีอิสรภาพที่จะรับใช้พระองค์และลูกทั้งหลายของพระองค์ด้วยใจยินดีและด้วยความรัก ซึ่งเราไม่มีวันทำไม่ได้หากว่าเราไม่ได้เป็นทาสของพระองค์

13 พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย เพราะว่า​ท่าน​ถูก​เรียก​ให้​มี​เสรี​ภาพ ขอ​แต่​เพียง​อย่า​ถือ​โอ​กาส​ใช้​เสรี​ภาพ​เพื่อ​ทำ​ตาม​เนื้อ​หนัง แต่​จง​รับ​ใช้​กัน​และ​กัน​ด้วย​ความ​รัก​เถิด
14 เพราะ​ว่า​ธรรม​บัญ​ญัติ​ทั้ง​สิ้น​นั้น​สรุป​ได้​เป็น​คำ​เดียว คือ​ว่า จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตน​เอง
(กาลาเทีย 5:13-14)

อีกความจริงหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ซึ่งดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง แต่เห็นชัดในพระคำของพระเจ้า คือ คนที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง เป็นคนที่มีใจแห่งการรับใช้

24 มี​การ​โต้​เถียง​กัน​ใน​พวก​สา​วก​ว่า​ใคร​ใน​พวก​เขา​ที่​นับ​ว่า​เป็น​ใหญ่
25 พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า "กษัตริย์​ของ​คน​ต่าง​ชาติ​ย่อม​เป็น​เจ้า​นาย​เหนือ​เขา​ทั้ง​หลาย และ​ผู้​ที่​มี​อำ​นาจ​เหนือ​เขา​นั้น​เรียก​ตัว​เอง​ว่า​เจ้า​บุญ​นาย​คุณ
26 แต่​พวก​ท่าน​จะ​ไม่​เป็น​อย่าง​นั้น ใน​พวก​ท่าน​คน​ที่​เป็น​ใหญ่​ต้อง​เป็น​เหมือน​เด็ก และ​คน​ที่​เป็น​นาย​ต้อง​เป็น​เหมือน​ผู้​ปรน​นิ​บัติ​
27 ใคร​เป็น​ใหญ่​กว่า​กัน ผู้​ที่​นั่ง​รับ​ประ​ทาน​หรือ​ผู้​ปรน​นิ​บัติ? ผู้​ที่​นั่ง​รับ​ประ​ทาน​ไม่​ใช่​หรือ? แต่​ว่า​เรา​อยู่​ท่าม​กลาง​พวก​ท่าน​เหมือน​กับ​ผู้​ปรน​นิ​บัติ
(ลูกา 22:24-27)

พระเยซูได้แสดงแบบอย่างที่น่าประทับใจ พระองค์ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่พระองค์ก็เป็นแบบอย่างของคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ด้วยการอยู่ท่ามกลางมนุษย์ผู้ต่ำต้อยในฐานะผู้รับใช้
ยิ่งเรายิ่งใหญ่มากเท่าไร เราก็จะยิ่งรับใช้คนอื่นได้มากขึ้นเท่านั้น และในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรายิ่งใหญ่มาก เพราะเราเป็นถึงลูกของพระเจ้า ดังนั้นเราจึงควรที่จะดำรงชีวิตให้สมเกียรติกับการเป็นลูกของพระเจ้า ด้วยการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ผ่านทางการรับใช้ในคริสตจักร และการรับใช้ลูกของพระเจ้าคนอื่นๆ
แน่ นอน การที่จะมีใจเป็นผู้รับใช้นั้นไม่ง่ายเลยและคงจะเป็นบทเรียนที่เราต้องเรียน รู้ตลอดชีวิต เพราะเรามีอัตตาอยู่ แต่ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่อยู่ในเรา เราจะสามารถปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่นได้อย่างที่พระองค์รับใช้เหล่าสาวกและ ประชาชน 

จากแบบอย่างของพระเยซูในฐานะผู้รับใช้พระเจ้า ขอให้เราเลียนแบบพระองค์ให้สมกับเป็นบุตรที่รักของพระองค์ (เอเฟซัส 5:1) ด้วยการให้พระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตและจิตใจของเราทุกวัน (โรม 12:1-2) เพื่อที่เราจะมีจิตวิญญาณของผู้รับใช้ มีความรักของผู้รับใช้ต่อพระเจ้า ต่อคริสตจักร และต่อลูกของพระเจ้าทุกคน และมีความเชื่อฟังของผู้รับใช้

เขียนและเรียบเรียงโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

โครงร่างเนื้อหา ประยุกต์จากหนังสือของ Living Stream Ministry
  • The holy word for morning revival: crystallization-study of Exodus, week 17: Christ as the Slave of God and the believers as slaves of God and Christ Jesus in the church life.
  • Life study of Exodus, message 68. 
  • Collected Works of Watchman Nee, The (Set 1) Vol. 17, Emanna for 10/07/2009.
·

หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับมาตรฐาน ปี 2011 (THSV11) ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น
  


Friday, 3 April 2015

Exodus, Message 9: The Change of Diet to the Heavenly Christ as the Unique Food for God’s People



Crystallization-Study of Exodus, Message 9:
"The Change of Diet to the Heavenly Christ as the unique Food for God’s People"

Exodus 16 is not less important than Exodus 12 and 14, in terms of spiritual implications. Exodus 12 is about the Passover, typifying Christ as our Passover for our redemption, and Exodus 14 is about crossing of the Red Sea, typifying the experience of burial and resurrection with Christ through the baptism. Of course, these two are very precious experiences for all the believers. We are saved from God's judgement and condemnation. We are delivered from the world and the power of Satan. However,these are not all the experiences God wants us to have in our salvation. To gain full experiences of salvation, we also need the experience of Exodus 16. This event reveals a picture of twofold intention of our salvation: God wants to take the world out of us, and reconstitute us with His life.

1. God exposes Egyptian constitutions of His people and ‎takes Egypt out of them.

3 And the children of Israel said to them, "Oh, that we had died by the hand of the LORD in the land of Egypt, when we sat by the pots of meat and when we ate bread to the full! For you have brought us out into this wilderness to kill this whole assembly with hunger."
4 Then the LORD said to Moses, "Behold, I will rain bread from heaven for you. And the people shall go out and gather a certain quota every day, that I may test them, whether they will walk in My law or not." (Exodus 16:3-4 NKJV)

Through the experiences of Exodus 12 and 14, the children of Israel came out of the land of Egypt and was freed from the power of Pharaoh. However, the people had already been Egyptianised. Outwardly, they had been relocated to the wilderness where they had freedom to worship God and build up God's dwelling place. But inwardly, they were still full of Egyptian constitutions. God had taken His people out of Egypt. Now God was going to take Egypt out of His people. 

The children of Israel brought foods from Egypt. And now the foods were finished. God purposely allowed them to get hungry, so that their worldly desires and lusts would be exposed. God really wanted them to trust in Him, instead of lusting for any other things. He wanted them to have appetite for Him alone. 

The story also tells us that God's intention of saving His people was that He would be everything to them and do everything for them.

Let us learn from the story. God has done everything for our redemption. Christ died for us once for all. He wants to be everything to us and do everything for us.

Knowing this, are we still lusting for anything other than Christ, or are we putting our trust in Him in any situation? What is our appetite for? May our appetite be for Him alone!

The Lord Jesus promises that if our appetite is for His kingdom and His righteousness, He will surely take care of our physical needs. 

"But seek first the kingdom of God and His righteousness, and all these things shall be added to you." (Matthew 6:33 NKJV) 

The apostle Paul is a very good example. He learned to be content in everything. His appetite was only for the Lord. He never murmured, but fully trusted in God in any situation.

10 But I rejoiced in the Lord greatly that now at last your care for me has flourished again; though you surely did care, but you lacked opportunity.
11 Not that I speak in regard to need, for I have learned in whatever state I am, to be content:
12 I know how to be abased, and I know how to abound. Everywhere and in all things I have learned both to be full and to be hungry, both to abound and to suffer need.
13 I can do all things through Christ who strengthens me. (Philippians 4:10-13 NKJV)

2. To reconstitute them by changing their diet.  

14 And when the layer of dew lifted, there, on the surface of the wilderness, was a small round substance, as fine as frost on the ground.
15 So when the children of Israel saw it, they said to one another, "What is it?" For they did not know what it was. And Moses said to them, "This is the bread which the LORD has given you to eat. (Exodus 16:14-15 NKJV)

 Relocation from Egypt is not enough. God needed His people to have the experience of reconstitution as well. That is why He provided manna for them. As dieticians say, we are what we eat, God was going to transform worldly people into heavenly people by feeding them with the heavenly food (1 Corinthians 10:3).

Like the children of Israel, God does want to reconstitute us with the real Manna, Jesus Christ. Manna is just a shadow. Christ is the reality of it. He is the bread from heaven and bread of life. And if we feed on Him, we will live because of Him. He is our life and our life supply. The more we eat Him, the more we become heavenly like Him.

32 Then Jesus said to them, "Most assuredly, I say to you, Moses did not give you the bread from heaven, but My Father gives you the true bread from heaven.
33 For the bread of God is He who comes down from heaven and gives life to the world." (John 6:32-33 NKJV)
35 And Jesus said to them, "I am the bread of life. He who comes to Me shall never hunger, and he who believes in Me shall never thirst." (John 6:35 NKJV) 
57 "As the living Father sent Me, and I live because of the Father, so he who feeds on Me will live because of Me.
58 This is the bread which came down from heaven—not as your fathers ate the manna, and are dead. He who eats this bread will live forever." (John 6:57-58 NKJV)
 

One effective way of feeding on Jesus is meditating God's Word. Meditating the Word is not just reading the Bible like a textbook. It is thinking over the Scriptures again and again, and praying it back to Him. The Word is the sword of the Spirit, and we are to employing it by means of all prayer and petition.  

And receive the helmet of salvation and the sword of the Spirit, which Spirit is the word of God, By means of all prayer and petition, praying at every time in spirit and watching unto this in all perseverance and petition concerning all the saints. (Ephesians 6:17-18 Recovery Version) 

Are you hungry? Would you like to come to Jesus and enjoy feeding on Him now? Let us daily enjoy eating this Manna.

Thirayost Nimmanon (Tony)

Further reading
  • The Holy Word for Morning Revival: Crystallization-Study of Exodus, week 9.
  • Life Study of Exodus, messages 32-39.